Make Time | โลกมันวุ่นวาย แต่เรายังหาความสงบได้นะ

Make Time | โลกมันวุ่นวาย แต่เรายังหาความสงบได้นะ

Subscribe to my newsletter and never miss my upcoming articles

เคยมีความรู้สึกแบบนี้มั้ยครับ อารมณ์ประมาณว่า อยากจะเรียนคอร์สนั้นที่ซื้อไว้ตั้งนานแล้วให้จบ อยากจะอ่านหนังสือเล่มที่ซื้อเมื่อเดือนก่อน อยากจะทำ side project ที่คิดไว้ให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง อยากจะมีทำให้ความสัมพันธ์ในชีวิตกับคนที่เราแคร์ดีขึ้น อะไรแบบนี้ แต่รู้ตัวอีกทีก็หมดวันละ และพอมองไปรอบๆ ตัวก็จะเห็นอนุเสาวรีย์ของความสิ้นหวังวางอยู่ ซึ่งหลายๆ ครั้งทุกปัญหามันจะกลับมาที่สิ่งเดียวคือ เราอยากมีเวลามากกว่านี้เหลือเกิน

ถ้าคุณมีความรู้สึกแบบนี้ ยินดีด้วยคุณไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว ผมก็เป็นและอีกหลายๆ คนก็เป็นครับ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ ส่วนตัวผมเองก็ปล่อยมันไว้นานมาก แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองยุ่งมากทั้งงานหลวง งานเสริม งานเพื่อสังคม มันอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตตั้งแต่ตื่นนอน จนนอนหลับ เรื่อยไปจนเสาร์ อาทิตย์ จนแทบไม่เคยได้อยู่กับตัวเอง

ผมเป็นอย่างนั้นมาตลอด หลายเดือนมากจนกระทั่งช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาผมป่วย ซึ่งตอนแรกเหมือนจะหายเร็ว เอาไปเอามากินเวลาไป 2 สัปดาห์เต็มๆ กว่าจะดีขึ้น ซึ่ง 2 สัปดาห์ที่นอนป่วย ที่ต้องพักผ่อน ให้ยาผ่านสายน้ำเกลือ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเลยที่ผมได้หยุดจริงๆ คำว่าหยุดผมหมายถึงทุกอย่างที่ผมบอกว่าผมยุ่งมาก ทั้งงานหลวง งานเสริม งานเพื่อสังคม ทุกอย่างหยุดหมด

147649.jpg

ในช่วงเวลานั้นแรกๆ สิ่งที่ผมทำนอกจาก กินกับนอน คือไถมือถือไปเรื่อยๆ ไถจนแอพมันล็อกแล้วแจ้งเตือนว่า Digital balance วันนี้หมดแล้วนะ ช่วงแรกๆ ผมก็กด ignore มันไปแล้วก็ไถๆ ต่อจนนอน วนอยู่อย่างนี้หลายวัน จนวันนึงเหมือนผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอะไรอยู่วะ แล้วผมซึ่งหยิบ Kindle มาด้วยพอดีก็เปิดหนังสือ Make Time ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หลังจากที่เคยอ่านเมื่อหลายปีมาแล้ว แล้วผมค้นพบว่า มันกลับมาหาผมได้ถูกช่วงเวลาชีวิตมาก

Make Time เป็นเรื่องของการหาเวลาเพื่อให้เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำครับ ไอเดียของหนังสือเล่มนี้มันง่ายแบบนี้เลย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลัก และ 1 ขั้นตอนเสริม

four-steps-1024x728.png

  • Highlight - อย่างแรกเลยคือ เราต้องหาว่า เราอยากทำอะไร ซึ่งมันเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ แต่รู้สึกว่าไม่มีเวลาที่จะทำมันซักที

  • Laser - อย่างที่สองคือ เลเซอร์หรือโฟกัส จะเป็นเทคนิคที่ช่วงให้เราได้ทำสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ ไม่วอกแวกไปไหน

  • Reflect - อย่างที่สามคือ การย้อนกลับมาทบทวนในแต่ละวันว่า วันนี้เราได้ทำสิ่งที่เราอยากทำไปรึยัง รู้สึกยังไงบ้าง ลองเทคนิคอะไรไปบ้าง พรุ่งนี้อยากลองอะไร

นอกจากนั้นยังมีอีก 1 ขั้นตอนเสริมเรียกว่า Energize หรือการเพิ่มพลังในการโฟกัส เพื่อที่เราจะได้มีพลังงานความพร้อมเหลือพอที่จะทำในสิ่งที่เราอยากจะทำและมีพลังเหลือเพื่อวันต่อๆ ไป

ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะมีเทคนิคเยอะมากรวมๆ แล้วเกือบๆ 90 เทคนิค ซึ่งยังไม่รวมเทคนิคเสริมในเว็บไซต์ที่อัพเดทเพิ่มมาเรื่อยๆ อีกด้วย ซึ่งต้องบอกก่อน (และในหนังสือก็บอกเหมือนกัน) ว่าไม่ใช่ทุกเทคนิคที่จะใช้ได้กับทุกๆ คน เราต้องลองด้วยตัวเอง แล้วลอง Reflect ดูว่า อันนี้มันเวิร์คกับเรามั้ยนะ แล้วก็อย่าไปซีเรียสกับมันมาก มันไม่ใช่ข้อสอบถ้าไม่เวิร์คก็แค่ลองใหม่ หรือไปลองเทคนิคอื่น ข้างล่างนี้คือบางส่วนของเทคนิคที่ผมลองแล้วเวิร์คสำหรับผมครับ

1. Write It Down - อันนี้ตรงๆ ตัวเลยครับ เป็นการที่เราเขียนสิ่งที่เราอยากจะทำในวันนั้นใส่ลงในโพสอิท เป็นการประกาศว่า เห้ยเราจะทำสิ่งนี้นะวันนี้ ไม่มีอะไรจะห้ามเราได้ ซึ่งข้อดีของการเขียนลงโพสอิท แล้วแปะไว้ใต้จอคอมพิวเตอร์ คือมันจะคอยเตือนเราว่า อย่าลืมทำนะ อย่าลืมทำนะ อย่าลืมทำนะ อยู่ทั้งวันครับ

17. Try a Distraction Free Phone - ส่วนตัวผมเป็นคนติดมือถือมาก อย่างที่ผมเล่าไว้ข้างบน ผมสามารถไถหน้าจอ Facebook, Twitter หรือในหนังสือเรียกว่า Infinity Pool ได้ทั้งวัน ซึ่งวันที่ผมตัดสินใจลองเทคนิคนี้แรกๆ ผมแค่ไม่หยิบมันขึ้นมา (22. Leave Devices Behind) พอรู้สึกว่า เออมันก็ทำได้นี่หว่า ผมก็เลยตัดสินใจลบแอพ Email ก่อนเลยอย่างแรก (24. Block Distraction Kryptonite) เรื่อยไปถึง Social Network แล้วผมก็จัดการเคลียร์หน้าจอ (20. Clear your homescreen) ที่ตอนแรกมีแอพที่ผมใช้บ่อยๆ ทุกอย่างออกให้หมดเหลือแต่ โทรศัพท์ กับ Messaging นอกจากนั้นผมไปที่ setting ของมือถือแล้วปิดแจ้งเตือนเกือบทุกแอพ (19.Nix Notifications) ออกหมดเลยเหลือไว้แค่ที่จำเป็น

BeFunky-collage.jpg

23. Skip the Morning Check-In - ผมว่าหลายคนเป็นรวมถึงผมเองด้วยที่ทุกเช้า สิ่งแรกที่เราทำหลังจากตื่นมาคือ การหยิบมือถือขึ้นมาเช็คว่ามีแจ้งเตือนอะไรบ้างระหว่างที่เรานอนหลับ ข้อนี้คือตรงกันข้ามกันคือ ตอนเช้าแทนที่จะหยิบมือถือมาเช็ค ก็ไปทำอาหารบ้าง อาบน้ำเร็วขึ้นบ้าง หรือบางครั้งก็แค่มองออกไปนอกหน้าต่างเฉยๆ และดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่ในหัวเรายังไม่มีเรื่องอะไรต้องคิด ซึ่งการเปลี่ยนข้อนี้ผมทำร่วมกับ (83. Make your Bedroom a Bed room) ซึ่งไม่เอา Device อะไรเข้าไปในห้องนอนเลย อาจจะยกเว้น Kindle ไว้แต่ก็ห้ามเปิดแสง backlight ของจอด้วย

ก่อนที่จะไปต่อ ผมอยากบอกว่า 2 ข้อข้างบนนี่แหละ ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปเลย มันทำให้ผมเจอสิ่งที่ตามหามานานมากๆ ในโลกที่เราแทบจะ Connect หากันตลอดเวลา สิ่งนั้นเรียกว่า ความสงบ ครับ เราไม่จำเป็นต้องรู้ตลอดก็ได้ว่าโลกเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือถ้าเกิดความสงสัยขึ้นมาผมถามกับตัวเองดังๆ ทุกครั้งว่า ถ้าเรารู้ตอนนี้มันจะต่างกับเรารู้พรุ่งนี้มั้ย? ซึ่งหลายๆ ครั้ง คำตอบมันคือ ไม่ต่าง

26. Put Your Toys Away - ข้อนี้มันง่ายมากๆ และผมประหลาดใจกับผลลัพธ์มาก มันคือการที่เราปิด Bookmark toolbar ใน Browser ของเราไปครับ ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนรวมถึงตัวผมเองด้วย bookmark toolbar จะเต็มไปด้วยเว็บที่เราเข้าบ่อยๆ อยู่แค่ปลายนิ้วคลิก นอกจากนั้นเรายังต้องเปลี่ยนหน้า New Tab ของ Browser แทนที่จะแสดงเว็บที่เราเข้าบ่อยสุด ให้แสดงภาพ Wallpaper เกลี้ยงๆ หรืออาจจะมีเวลาบอก แค่นั้นเลยครับ แล้วผมค้นพบว่า มันเพิ่มความสงบในการใช้คอมพิวเตอร์ขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเลย เพราะเราไม่มีสิ่งที่เตือนเราถึงสิ่งต่างๆ อยู่ในสายตาเลยครับ

Screen Shot 2564-11-18 at 18.38.57.png

55. Make a “Random Question” List - เคยมั้ยครับที่เวลาเราโฟกัสอะไรซักอย่างอยู่ มันจะมีไอเดียแว็บขึ้นมาในหัวที่บางครั้งมันก็อาจจะเกี่ยว หรือไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เราทำตรงหน้าเลย เทคนิคนี้คือการที่เราแค่ถ้าเกิดไอเดียแว็บขึ้นมา ให้จดมันลงไปบนกระดาษครับ แล้วก็กลับมาโฟกัสกับสิ่งที่เราทำตรงหน้าต่อ

จริงๆ ต้องบอกว่า มีอีกหลายเทคนิคมากครับ แต่แค่นี้คือที่คิดมาเร็วๆ แล้วมีผลกับตัวเองมากจริงๆ ซึ่งในส่วนของการ Reflect นั้น ด้วยความที่ขั้นตอนมันง่ายมาก มันเลยมาแทนที่ Journal ที่ผมทำแต่ก่อนไปได้เลย ซึ่งของพวกนี้ทำใน Notion ง่ายมากแค่สร้างตารางแล้วก็แค่มาทำมันทุกวัน

Screen Shot 2564-11-18 at 18.40.39.png

ผมเริ่มใช้เทคนิคนี้ได้ประมาณ 2 อาทิตย์กว่าๆ เองครับ รวมเวลาที่ป่วยด้วย แต่ยอมรับว่า ความต่างมันเยอะมาก อย่างแรกเลยคือ ผมแทบไม่ค่อยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเวลาเบื่อๆ เลย เพราะมันไม่มีอะไรให้เล่นในนั้น หรืออย่างเวลากินข้าว ที่แต่ก่อนผมก็หยิบโทรศัพท์เล่นไปด้วย ก็เริ่มจะคุยกันคนข้างตัวมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์มันดีขึ้นด้วย ไม่ต้องเจอแฟนบ่นว่าติด Social Network มากหรือใจลอยไม่ค่อยได้ยินแฟนพูดแบบแต่ก่อน นอกจากนั้นผมเริ่มอ่านหนังสือได้เยอะขึ้นมากๆ อย่างน้อยตอนนี้อ่านจบไปเล่มนึงแล้วคือ Make Time ในเวลาไม่กี่วัน และได้เริ่มอ่านอีกหลายเล่มพร้อมๆ กันในช่วงนี้ ฯลฯ มีอีกหลายอย่างมากที่อยู่ดีๆ ก็มีเวลาทำขึ้นมา ทั้งที่จริงๆ ผมก็มี 24 ชม. ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้

เอาเป็นว่า ถ้าใครรู้สึกว่ายุ่งๆ ควบคุมชีวิตตัวเองไม่ค่อยได้ ไหลไปตามความต้องการของคนอื่น รู้สึกว่าไม่ค่อยได้ทำอะไรที่อยากทำ ผมแนะนำเล่มนี้เลยครับ สำหรับผมมันช่วยมากและพาให้ผมมารู้จัก ความสงบ ในโลกนี้อีกครั้ง นอกจากนั้นยังมีแปลไทยด้วยในชื่อ ยุ่งจริง! หรือแค่คิดไปเอง ก็ลองไปหามาอ่านกันได้ครับ แล้วจริงๆ มีอีกเล่มที่อยากแนะนำคือ It Doesn’t Have To Be Crazy At Work อีกเล่ม แต่อ่านค้างไว้หลายเดือนแล้วยังไม่จบ ถ้าอ่านจบอาจจะได้มารีวิวให้อ่านกันอีกครั้งครับ

 
Share this