Work From Home ยังไงให้ยังมีความสุข

Work From Home ยังไงให้ยังมีความสุข

Subscribe to my newsletter and never miss my upcoming articles

เห็นช่วงนี้สถานการณ์ COVID-19 มันกลับมาหนักอีกรอบ แล้วหลายๆ ทีมต้องปรับตัวมา Work From Home / Work Remotely กันอีกรอบ เลยคิดว่าจากประสบการณ์ที่ทำงานมาหลายปี ผ่าน Work Remotely มาตั้งแต่ Before it was cool นั้น เราได้ Lesson learn อะไรบ้าง หลายอย่างมาจากประสบการณ์จากตัวเราเอง หลายอย่างเราได้จากคนอื่น หลายๆ อย่างได้จากบทความที่อ่านมา ก็ลองเอาไปปรับใช้กันได้ครับ

⏰ Check-in & Check-out (Offline)

สิ่งแรกที่เราควรทำคือ เราบอกทีมว่าเราพร้อมทำงานแล้วนะ ไม่ต่างจากเวลาเราเข้าไปทำงานในที่ทำงานปกติแล้วเราทักทายเพื่อนร่วมทีมเวลาเดินทางมาถึงที่ทำงานใช่มั้ยครับ ซึ่งการ check-in แบบนี้นอกจากจะช่วยให้ทีมรู้ว่าเราพร้อมทำงานแล้วแบบ Explicit แล้วยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้เวลาคุยเล่นด้วย ในช่วงเวลาที่เรายังไม่ลงไปโฟกัสกับงานเต็มตัว

ในอีกมุมนึง เวลาเราทำงานปกติจะกลับบ้าน เราก็บอกลาคนในทีมใช่มั้ยครับ ว่า "เรากลับบ้านแล้วนะ" โดยหลายๆ ครั้งพอเรา Adapt มา Work remotely เรามักจะลืมสิ่งนี้ไป ซึ่งผมบอกได้เลยว่านี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างนึงเลย ที่เราจะบอกทีมว่าโอเค เราเลิกงานแล้วนะ เราอาจจะตอบแชทได้ แต่ไม่ 100% เหมือนตอนเรา Check-in อยู่นะ

อีกสิ่งหนึ่งที่เราชอบลืม Check-in & Check-out กันคือ ตอนพักเที่ยงครับ ซึ่งผมจำได้เลยว่าหลายปีก่อนที่ผม Work Remotely ใหม่ๆ ผมเถียงหัวหน้าผมขาดใจเลยว่า ผมยังไม่หิว เพราะเวลาเราทำงานอยู่บ้านเราจะ Flow มาก แต่หัวหน้าผมให้เหตุผลกลับมาว่า มันสำคัญมากที่เราต้อง Balance เวลาที่เราทำงานกับเวลาพัก ตอนนี้เหมือนจะไหว แต่ Long run มันจะทำให้เวลาเราเสียสมดุลไปหมด เพราะฉะนั้นเที่ยงก็พัก กลับมาก็ check-in ด้วยนะครับ

🛀 Take a shower & Get dressed

อันนี้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ครับ คือ พอเราอยู่บ้านเนี่ย แล้วเรา Work remotely เราตื่นมาแล้ว เราคิดออก เราก็ชอบที่จะพุ่งไปเปิด Computer แล้วรัวโค้ดที่คิดออกลงไปในคีย์บอร์ดเลย ซึ่งถ้านานๆ ครั้งโอเค ถ้าเรารัวพอใจแล้วก็กลับไปใช้ชีวิตปกติ แต่หลายครั้งเราจะติดนิสัย ตื่นมายังไงก็ยังงั้นทั้งวันเลยครับ ซึ่งอันนี้ผมเกิดกับตัวเองหลังจาก Work remotely ไปได้ซักระยะหนึ่ง (ใหม่ๆ ไม่ค่อยเจอ) เพราะเราเริ่มไม่ต้องคอยแคร์สายตาคนอื่นแล้ว

ผมจะบอกว่า จังหวะที่เราอาบน้ำแล้ว แต่งตัวในตอนเช้าแต่ละวัน มันเป็นการที่เราดึงตัวเองออกมาจาก Context ของงานที่ชัดมากวิธีนึงครับ ถึงแม้มันจะมีเรื่องจริงหรือตลกหลายๆ ครั้งที่บอกว่า เราชอบคิดโค้ดออกเวลาอาบน้ำนั้น แต่นั่นก็เพราะหลังจากเราดึงตัวเองถอยออกมาจาก Context ของงานปกติแล้วครับ อีกอย่างนึงคือ เวลาเราแต่งตัว (เกือบๆ) เหมือนทำงานปกติ มันจะช่วยให้ตัวเรารับรู้ว่า นี่คือเวลาทำงานนะ ไม่ใช่เวลานอนกลิ้งในชุดนอน เหมือนที่ผ่านมาทั้งคืน

💬 Over communicate ≠ Alway communicate

ส่วนตัวผมยกให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับทีมที่เพิ่งจะ Work remotely ใหม่ๆ ครับ ด้วย Nature ของ developer ที่เรามักจะโฟกัสกับปัญหา จนรู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปหลายชั่วโมง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ คนในทีมไม่ได้มองเห็นว่าเราจมอยู่กับปัญหาเหมือนตอนเรานั่งอยู่ด้วยกัน

อีกเรื่องนึงที่ผมค้นพบกับหลายๆ คนที่เพิ่งจะ Work remotely ใหม่ๆ คือเราจะกังวลกับการขอความช่วยเหลือมากกว่าปกติ อย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะการใช้ @here @everyone ในแชต มันรู้สึกเหมือนการตะโกนกลางที่ทำงานจนทุกคนหันมา ทำให้หลายๆ คนเลือกที่จะทักส่วนตัวแทน แล้ว Knowledge context ในทีมจะหายไปเยอะมากในช่วงนี้ครับ

โอเคกลับมาที่ Practice นะครับ Over communicate จะช่วยเราแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ระดับนึงคือ เราจะ Explicit ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่กับทีมเสมอ ซึ่งนอกจาก Daily standup การพิมพ์ออกไปลอยๆ ในห้องรวมของทีมว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ และถ้าเราต้องการความช่วยเหลือในวินาทีแรกที่เราต้องการ ให้เราพิมพ์ออกไปเลย เพราะว่าคนที่เราต้องการความช่วยเหลือนั้นเราคาดหวังได้เลยว่าจะไม่ตอบทันที

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีความยากอย่างนึงตรงที่พอเราพูดถึง Over communicate หลายคนจะเข้าใจผิดว่ามันคือการ Alway communicate ก็คือเราอยู่ในแชตทั้งวัน ตอบทั้งวัน คำถามคือ "แล้วเราทำงานตอนไหนนะ?" เพราะฉะนั้น Over, but not always นะครับ ให้เวลากับการทำงานจริงๆ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ

😴 Break regulary (Once every hours)

ข้อนี้ผมค้นพบว่า ไม่ต้องเป็นทีม Remote ก็เอาไป Practice ได้นะครับ จะเหมือนกับเรื่องที่ผมไม่ยอมกินข้าวข้างบนนะแหละ คือตอนเริ่มต้นวัน เราอาจจะรู้สึกว่า เราทำงานได้ติดต่อกันหลายๆ ชั่วโมง แต่การเลือกที่จะทำอย่างนั้นหลายครั้ง ตอนบ่ายเราจะไม่เหลือพลังแล้วครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ พยายามพักบ่อยๆ ครับ อย่างน้อยชั่วโมงละครั้งก็ยังดี อาจจะ 5-10 นาทีก็ว่าไป

ซึ่ง Practice ที่มาช่วยเรื่องนี้ได้ดีที่สุดน่าจะไม่พ้น Pomodoro ครับ ที่ช่วยเราแบ่งเวลาทำงานเป็นรอบๆ โฟกัส 25 พัก 5 หรือบางคนอาจจะปรับรอบให้เหมาะสมกับการทำงานของแต่ละคน ซึ่งเอาที่สะดวกครับ แล้วชีวิตเราจะสามารถ Maintain พลังงานไปจนจบวันได้ โดยไม่เหนื่อยเกินไปครับ

📑 Adapt to asynchronous communication

ส่วนนี้ผมเล่าไปนิดนึงแล้วตอน Over, but not always communicate ครับ แต่อยากจะเสริมว่า ช่องทางการสื่อสารที่เรามีอย่างแชตนั้นโดยธรรมชาติแล้วมันถูกออกแบบมาเป็น Asynchronous ครับ เราไม่จำเป็นต้องอ่านมันตลอดเวลา แต่เราต้องมาอ่านมันเรื่อยๆ ซึ่งคำว่าเรื่อยๆ เนี่ยเราอาจจะกลับมาเช็คทุกเบรค หรือทุกชั่วโมงกำลังดีครับ จะทำให้เรามีเวลาโฟกัสกับงาน และมีเวลา catch up กับทีม โดยที่ยังไม่ทิ้งห่างเกินไป

อีกข้อนึงคือเรื่องประชุมครับ ถ้าเราคิดว่าการประชุมนั้นไม่จำเป็นต้องมีคนมานั่งรวมกันแล้วคูณพลังกันทุกคน (ซึ่งการประชุมใน Remote environment มันยากอยู่แล้ว) ทางเลือกที่เป็น alternative อีกอย่างคือการเขียนครับ หลายๆ ทีมเลือกที่จะ discuss หลายๆ เรื่องใน GitHub issues, Discourse แทนที่จะเลือก video call มา ที่สำคัญอีกอย่างนึงคือ เวลาเรา video call จังหวะ dead air เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นง่ายมากครับ เพราะทุกคนเท่ากันตอน video call เพราะฉะนั้นพยายามนึกถึงเรื่อง over communicate ไว้นะครับ ไม่ต้องรอให้คนอื่นเริ่มก่อน เราเริ่มที่ตัวเองได้เลย

แต่เรื่องนี้ต้องระวังอย่างนึงนะครับ หลายๆ ครั้งเราจะติดช่องทาง asynchronous ไปใน conversation ที่มันต้องการ synchronous สัญญาณอย่างนึงที่เราจะเห็นชัดคือแชตเอียงขวา หรือเอียงซ้าย หรือการที่คนๆ นึงมีความต้องการมากกว่าอีกคนนึง ซึ่ง วิธีนึงที่แก้ได้ แทนที่เราจะพิมพ์ข้อความเยอะๆ หรือรัวๆ เราอาจจะเลือกนัด Call, video conference กับคนนั้นแทนครับ ซึ่งหลายๆ ครั้งแทนที่เราจะพิมพ์คุยกันเป็นชั่วโมง การ call แค่ 5 นาทีก็ตอบคำถามได้แล้วครับ

🙇‍♂️ Respect the team & yourself

ข้อสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึงคือ เวลาที่เราทำงาน Remote เนี่ย มันไม่มีใครเห็นหรอกว่าเราทำงาน แต่ถึงแม้จะไม่มีใครเห็นเรา แต่เราก็ต้องเคารพตัวเองด้วยว่า นี่คือเวลางานนะ มันไม่ใช่เวลาที่เราจะเอาเปรียบคนอื่น ถึงแม้มันจะมีช่องทางและโอกาสให้ทำมากขึ้นก็ตามครับ

ในอีกมุมนึง เวลาเราเห็นเพื่อนในทีมเงียบหายไป เราก็ต้องพยายามเชื่อใจเค้าเช่นกันว่าเค้ากำลังพยายามทำงานสุดความสามารถเค้าอยู่ เพราะเราไม่ได้เห็นหน้ากันเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ครับ ซึ่งของแบบนี้ใน remote environment เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากครับ แต่อย่างน้อยถ้าเราเริ่มที่ตัวเองก่อนได้ ปัญหาก็จะลดน้อยลงแล้วครับ

ก็ลองไปปรับใช้กันดูได้ครับ กับหลายๆ เทคนิคที่ผมพูดถึงข้างบน แต่ผมอยากจะย้ำอย่างนึงว่า ไม่ใช่ทุกเทคนิคจะแก้ปัญหาได้กับทุกทีมครับ เพราะฉะนั้น หลายๆ วิธีที่ผมทำแล้วเวิร์ค อาจจะไม่เวิร์คกับอีกทีม ถ้าใครมีเทคนิคอื่นๆ ที่ช่วยทำให้เรามีความสุขขึ้นตอนทำงานแบบ Remote แชร์ให้ฟังหน่อยได้มั้ยครับ ผมอยากเรียนรู้จากคุณมากเลย แล้วก็สุดท้าย ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ 🙏 🤣

 
Share this